วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มารู้จักผิวหน้า 5 ประเภทกันเถอะ



       1. ผิวธรรมดา (Normal Skin)
           ผิวธรรมดาจะมีความเรียบเนียน  กระชับ ยืดหยุ่น และมีรูขุมขนที่ละเอียด  เมื่ออากาศร้อนผิวจะไม่มันเยิ้ม  และไม่แห้งเป็นขุยเมื่อต้องอยู่ในที่เย็นๆ เพราะมีสมดุลแห่งกลไกการขับไขมันผิว
           การดูแลรักษาผิวธรรมดานั้นก็ทำได้ง่ายๆ  โดยการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นเป็นประจำ  และทำความสะอาดผิวหน้าด้วยโฟมที่มีค่า pH 5.5  และทาครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้านในเวลากลางวัน


   2.ผิวแห้ง (Dried Skin)
           เป็นผิวที่มีความเรียบเนียน  รูขุมขนเล็ก กระชับ  ไม่ค่อยจะมีปัญหาเรื่องสิว  แต่มักจะมีปัญหาเรื่องริ้วรอยมากกว่าผิวประเภทอื่น  เพราะผิวมักขาดความชุ่มชื้น จนอาจลอกและเป็นขุยในบางครั้งที่ต้องอยู่ในที่ๆ มีอากาศเย็นนาน
           การดูแลผิวแห้ง ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น และควรเป็นเนื้อครีม  เพราะนอกจากจะช่วยคืนความชุ่มชื่นให้กับผิวแล้ว  ยังช่วยรักษาสมดุลแห่งน้ำหล่อเลี้ยงผิวได้ดีอีกด้วย ส่วนการทำความสะอาดควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีค่า pH ใกล้เคียงกับสภาพผิวคือ 5.5  และต้องสัมผัสผิวหน้าอย่างเบามือ


      3. ผิวมัน (Oily Skin)
           ผิวมันจะลักษณะรูขุมขนผิวกว้าง ไม่เรียบเนียน มักมีปัญหาเรื่องสิวง่ายกว่าผิวประเภทอื่นๆ  ผิวหน้ามักจะมีความมันตลอดเวลา  เพราะมีการขับไขมันผิวออกมามากกว่าปกติ
           ผู้ที่มีผิวมันจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน  หรือสารให้ความชุ่มชื่นมากนัก และควรเป็นประเภทเนื้อบางเบา  ซึมซาบง่าย เช่น เนื้อโลชั่น หรือเนื้อเซรั่ม เป็นต้น   เพราะโดยปกติแล้ว  ผิวมันที่สามารถผลิตสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ (Sebum) ได้ดีอยู่แล้ว ส่วนการทำความสะอาดผิวมัน ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2- 3 ครั้ง เพื่อช่วยขจัดความมันส่วนเกิน และป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุแห่งการเกิดสิว


      4. ผิวบอบบาง (Sensitive Skin)
           ส่วนใหญ่แล้วมันพบในผู้ที่มีผิวแห้ง และผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้  ลักษณะสำคัญคือ  ชั้นผิวจะบางจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดได้ มักเกิดการแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวได้บ่อยๆ  อาการที่พบคือ ผื่นแดงบวม คัน สิวผด รอยไหม้ หรือรอยด่าง  ดังนั้น จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ  โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติ อ่อนโยนและไม่ระคายเคืองผิว ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง และยังต้องสามารถช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาแข็งแรงได้อีกด้วย


      5. ผิวผสม (Combination Skin or Mixed Skin)
           ผิวผสม จะมีลักษณะสำคัญของผิวหลากหลายประเภทผสมกัน  มีทั้งบริเวณที่แห้ง และมัน บริเวณหน้าผาก จมูกและคาง หรือทีโซน  จะมีการผลิตไขมันผิว (Sebum) ออกมามากกว่าบริเวณอื่นๆ ของใบหน้า จึงทำให้บริเวณเหล่านั้นมีโอกาสเกิดสิวได้ง่าย ในขณะเดียวกัน ผิวบริเวณรอบดวงตา ข้างแก้ม หรือยูโซน ก็มักจะแห้ง หรือลอกเป็นขุยบ้าง เมื่อต้องสัมผัสกับอากาศเย็นนานๆ
           การดูแลรักษาผิวผสม ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างรูปแบบการดูแลผิวแห้งเข้ากับผิวมัน  ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควรเป็นสูตรอ่อนโยน  เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์รุนแรง ที่มักมากับผลิตภัณฑ์เพื่อผิวมันกับใบหน้า  มักจะทำให้ผิวผสมที่มีลักษณะของผิวสองประเภทมีสภาพแย่ลงไปอีก  โดยเฉพาะบริเวณส่วนที่มีผิวแห้ง    อาจเกิดความหยาบกร้าน และรอยแดง มิหนำซ้ำการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์แรงๆ   ยังอาจทำให้ผิวที่มันๆ บริเวณทีโซนไม่ดีขึ้น เหมือนเป็นการไปกวนให้ต่อมผลิตไขมันมากขึ้น


แอดเราเป็นเพื่อน เพื่อติดตามผ่านช่องทางอื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ
 LINE ID : @chlitina-th

สาระความรู้และความงามน่าสนใจแบบนี้  แชร์แบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้างสิ แชร์เลย!!!
Share: Line

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

นานาปัญหาผิวพรรณ บั่นทอนความมั่นใจ



             ปัญหาผิวพรรณ ถือเป็นปัญหาที่วัยหนุ่มสาวหรือผู้รักสวยรักงามให้ความสำคัญมาก เนื่องจากผิวพรรณเป็นสิ่งสะท้อนถึงความสวยงาม และการมีบุคลิกภาพที่ดีต่อคนรอบข้าง แต่ผิวพรรณของแต่ละคนจะมีปัญหาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งนี้ ปัญหาผิวพรรณที่พบได้บ่อย คือ



1.ผิวหยาบหนา
สาเหตุ:
• การผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิดปกติ จากการนอนหลับพักผ่อนน้อยบวกกับสารอาหารไม่พอ ระบบการผลัดเปลี่ยนเซลล์จะเกิดความสับสน ทำให้เซลล์กำพร้าเกิดการสะสมอยู่บนผิวชั้นนอก
• การตากแดดและการระคายเคือง เป็นระยะเวลานาน ผิวจะเพิ่มภูมิต้านทานโดยการสร้างเซลล์กำพร้าให้มากขึ้น จึงเกิดสภาพผิวหยาบหนา

ลักษณะที่เกิดขึ้น :
• ผิวหนังไม่สดใสและดูหมองคล้ำ
• เซลล์กำพร้าไม่ราบเรียบ ไม่ว่าจะด้วยสายตาสัมผัสหรือจากมือสัมผัสจะรู้สึกแห้งสากและหยาบกร้าน

หลักสำคัญในการบำรุง :
• ลดการตากแดดและการระคายเคือง
• ขจัดเซลล์กำพร้าเป็นประจำ ช่วยให้เซลล์กำพร้าหลุดลอกและผลัดเปลี่ยนได้ตามปกติ
• รักษาปริมาณน้ำและให้การบำรุงชุ่มชื้นแก่ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผิวชั้นนอกเรียบลื่น การผลัดเปลี่ยนเซลล์กำพร้าคล่องตัวเป็นปกติ


2. รูขุมขนหยาบกว้าง
สาเหตุ
• ผิวที่ขับไขมันมากเกินไป รูขุมขนและต่อมไขมันจะอ้วนใหญ่ การดูดเกาะของฝุ่นละอองก็จะเกาะติดได้มากกว่าผิวหนังทั่วไป รูขุมขนอุดตัน
• การระคายเคืองและการบีบเค้น เกิดการทำลายถึงชั้นผิวแท้ ความยืดหยุ่นของบริเวณรอบรูขุมขนเกิดความหย่อนยาน
• อายุมากขึ้น สมรรถภาพภายในผิวหนังอ่อนแอลง สูญเสียความยืดหยุ่น รูขุมขนก็หยาบกว้างได้

ลักษณะที่เกิดขึ้น :
• รูขุมขนชัดเจน ผิวหนังมันเยิ้ม จะตามมาด้วยเสี้นอุดตันและตุ่มไขผิว

หลักสำคัญในการบำรุง :
• ขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมให้สะอาดหมดจด ของเหลวถูกขับออกมาอย่างคล่องตัว รูขุมขนก็จะดูไม่ชัดเจนโดยปริยาย
• การปรับสมดุลและกระชับรูขุมขน ด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อช่วยในการกระชับรูขุมขน


3. ผิวแห้งขาดน้ำ
สาเหตุที่เกิดขึ้น:
• เซลล์กำพร้าเก้บกักน้ำได้น้อยลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก ผิวไปตากแดด ตากลม และอากาศหนาว ร้อน ทำให้ผิวชั้นนอกสูญเสียปริมาณน้ำ
• เยื่อไขผิวไม่สมบูรณ์ ปริมาณน้ำสูญเสียได้ง่าย
• เซลล์ผิวอ่อนแอ หรือติดเชื้อ จะทำให้กลไกในการรักษาความชุ่มฃื้นของเซลล์ผิวต่ำลง

ลักษณะที่เกิดขึ้น : 
• ผิวแห้งหลุดลอกเป็นขุย มองดูผิวหยาบกร้าน หมองคล้ำ
• ริ้วรอยเล็กๆฟื้นฟูยาก นานๆเข้าก็จะกลายเป็นรอยย่นที่ชัดเจน

หลักสำคัญในการบำรุง :
• ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เน้นเสริมปริมาณน้ำ เพื่อให้เกิดความสมดุลของน้ำมันและน้ำ
• เสริมเพิ่มปริมาณน้ำให้เพียงพอ (ทุกวันอย่างน้อย 2000 ซี.ซี.)
• หลีกเลี่ยงอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานานๆ
• อย่าปล่อยให้ที่มาร์คหน้าแห้งเกินไปหรือพอกข้ามคืน เพราะจะทำให้เกิดทฤษฎีกาลักน้ำ ความชุ่มชื้นบนใบหน้าจะถูกดูดกลับคืนมาที่มาร์คหน้า
• การอบหน้าที่พอเหมาะสามารถช่วยให้โมเลกุลน้ำซึมซาบเข้าไปถึงในชั้นผิวกำพร้าเพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำของผิวกำพร้า


4. รอยเหี่ยวย่นหย่อนยาน
สาเหตุที่เกิดขึ้น:
• ผิวแห้งขาดน้ำเป็นเวลานานๆจะทำให้ผิวชั้นนอกสูญเสียความอ่อนนุ่ม และรอยย่นที่เกิดจากการแสดงอารมณ์และการกดทับจากท่านอน
• แสงอัลตร้าไวโอเลต ทำให้ผิวเข้าสู่วัยเสื่อมก่อนเวลาอันควร โดยทำลายเส้นใยคอลลาเจนและเส้นใยความยืดหยุ่นในชั้นผิวแท้
• การใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ความเหนื่อยล้า นอนหลับพักผ่อนไม่พอ สูบบุหรี่
• โครงสร้างใต้ผิวถูกทำลาย พบในผู้ที่สูงอายุและผู้ที่ลดความอ้วนอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากการลดปริมาณไขมันที่ใต้ผิว จึงทำให้ผิวหนังหย่อนยาน
• การเข้าสู่วัยเสื่อมอย่างธรรมชาติ เนื่องจากอายุเพิ่มมากขึ้น การผลัดเปลี่ยนเซลล์ใหม่และการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์เสื่อมลง ไม่สามารถต้านการทำลายจากภายนอกได้

ลักษณะที่เกิดขึ้น : 
• เมื่อเส้นใยคอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นของผิวแท้เข้าสู่วัยเสื่อม ผิวก็จะค่อยๆสูญเสียแรงพยุงและความยืดหยุ่นไป เกิดริ้วรอยเล็กๆและรอยหย่อนยาน

หลักสำคัญในการบำรุง :
• นวดหน้าและพอกหน้าเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างเซลล์ผิว เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
• เน้นเพิ่มโลชั่นน้ำปรับสมดุลในการบำรุงเพื่อคงความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ
• การบริโภคอาหารควรมีความสมดุล ควรรับประทานอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระได้
• การทำงานและเวลาพักผ่อนต้องเป็นปกติ โดยเฉพาะเวลา 4 ทุ่มถึงตี 2 ที่มีการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเปลี่ยนเซลล์ใหม่อย่างอุดมสมบูรณ์


5.ผิวอ่อนแอ บอบบาง เป็นภูมิแพ้
สาเหตุที่เกิดขึ้น
• สิ่งแวดล้อม สารก่อภูมิแพ้และสิ่งสกปรกทั้งหลาย
• การนอนหลับพักผ่อน แรงกดดัน การบริโภค การขับฮอร์โมนเสียสมดุล
• ผลิตภัณฑ์บำรุง ขจัดเซลล์กำพร้ามากเกินไป สารละลาย สารหอม
• อากาศและการตากแดด การเปลี่ยนฤดูกาล

ลักษณะที่เกิดขึ้น : 
• จะมีชั้นผิวที่บาง เส้นโลหิตฝอยชัดเจน เยื่อไขผิวไม่แข็งแรง ปริมาณน้ำของผิวระเหยสูญเสียไปง่าย สารก่อภูมิแพ้และการกระตุ้นยิ่งง่ายที่จะเข้าไป ทำให้อักเสบ บวมแดง คัน ปวดแสบ เป็นต้น

หลักสำคัญในการบำรุง :
• หลีกเลี่ยงสารก่อเกิดภูมิแพ้
• หลีกเลี่ยงเครื่องหอมและสารสีที่มีปริมาณมากเกินไป
• ลดหรือหลีกเลี่ยงการนวด อบหน้าและการล้างหน้าเกินขนาด
• ลดการตากแดดและตากลมจนทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ บวมแดง
• หลีกเลี่ยงอยู่ในที่อากาศแห้งเกินไป



แอดเราเป็นเพื่อน เพื่อติดตามผ่านช่องทางอื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ
 LINE ID : @chlitina-th

สาระความรู้และความงามน่าสนใจแบบนี้  แชร์แบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้างสิ แชร์เลย!!!
Share: Line

ผิวพรรณ... อาภรณ์ชิ้นงามจากธรรมชาติ (The finery from Nature)



               ผิวพรรณ เสมือนดังอาภรณ์ชิ้นงามที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ นอกจากจะเป็นเครื่องเสริมบุคลิกภาพของเราให้ดูสง่างามแล้ว ผิวยังทำหน้าที่ที่สำคัญคือ ปกป้องอวัยวะภายใน และรักษาระดับอุณหภูมิให้กับร่างกายของเราด้วย ดังนั้น เราทุกคนจึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับผิวพรรณ ก่อนที่ผิวสวยจะโบกมือลาจากเรา เพราะความละเลยและไม่ใส่ใจดูแลตัวเอง



ผิวหนังประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ชั้น ดังต่อไปนี้ คือ

• ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) 
               ผิวชั้นนอกเป็นผิวชั้นที่อยู่ชั้นนอกที่สุดของชั้นผิวหนัง มีความหนาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแต่ละส่วนของร่างกาย ซึ่งชั้นเซลล์ผิวบนจะมีทั้ง 4 ชั้นหรือ 5 ชั้น คือฝ่ามือ ฝ่าเท้ามี 5 ชั้นส่วนอื่นๆของร่างกายมี 4 ชั้น อยู่ด้านนอกสุด มีการผลัดเซลล์ทุกๆ 28 วัน หน้าที่หลักของชั้นนี้มี 3 อย่าง คือ
          1. รับสัมผัส
          2. สร้างเม็ดสีผิว
          3. ปกป้องผิวจากสิ่งรบกวนภายนอก

• ชั้นหนังแท้ (Dermis) 
               อยู่ถัดมาด้านในต่อจากชั้นหนังกำพร้า ชั้นนี้ประกอบด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับแสงแดด และการเกิดริ้วรอย เพราะถ้าเราได้รับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตมาก คอลลาเจนและอิลาสตินก็จะถูกทำลาย ผลคือ ริ้วรอยเหี่ยวย่นที่รักษายาก นอกจากนี้ ผิวหนังชั้นนี้ยังเป็นที่อยู่ของต่อมเหงื่อ, ต่อมกลิ่น, ต่อมไขมัน, เส้นเลือด, หลอดน้ำเหลือง, เส้นประสาท และรากขน

• ชั้นไขมัน (Subcutaneous Fatty Tissue) 
               อยู่ด้านในสุด ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันกระแทก ระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใน และเป็นที่สะสมของไขมัน เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย แต่จะบางลงเมื่อมีอายุมากขึ้น




แอดเราเป็นเพื่อน เพื่อติดตามผ่านช่องทางอื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ
 LINE ID : @chlitina-th

สาระความรู้และความงามน่าสนใจแบบนี้  แชร์แบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้างสิ แชร์เลย!!!

Share: Line

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

วิธีการดูแลผิวแต่ละประเภท



1.ผิวแห้ง เป็นลักษณะผิวที่ขับน้ำมันออกมาน้อยจึงทำให้ผิวขาดน้ำมัน ความชุ่มชื่นและแห้งเป็นขุย ผิวหยาบกร้าน ซีดเซียว เกิดริ้วรอยได้ง่าย วิธีการบำรุงรักษาผิวเป็นพิเศษโดยใช้ครีมที่เพิ่มความชุ่มชื่นและดูแลผิวให้มากในช่วงที่มีอากาศแห้งของฤดูหนาวเพราะน้ำมันและเหงื่อจะถูกขับออกมาค่อนข้างน้อยจึงทำให้ผิวเกิดอาการแสบคันได้

เคล็ดลับการล้างหน้าให้สะอาดของคนที่มีผิวแห้ง

•       ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนเพื่อขจัดเครื่องสำอางที่ตกค้างและเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้แก่ คลีนซิ่งโฟมสูตรอ่อนโยนเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติของผิวและห้ามใช้สบู่ล้างหน้า วิธีการล้างหน้าในตอนเช้าต้องล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์หรือล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ส่วนตอนเย็นต้องใช้คลีนซิ่งครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ สำหรับการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นแล้วต้องล้างซ้ำด้วยน้ำเย็นเพื่อให้ผิวสดชื่นขึ้นและเกิดความยืดหยุ่น
•       มาส์กหน้าเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางที่ตกค้างในรูขุมขน

การบำรุงผิวขั้นพื้นฐานของคนที่มีผิวแห้ง

•       ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้งและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อบำรุงผิวและเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว
•       ทาเอสเซ้นส์และครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น
•       ทาอายครีมบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปากด้วยการแต้มครีมเบาๆจากหางตาลากมาหัวตาแล้วกดเบาๆ สำหรับริมฝีปากทาเอสเซ้นส์และครีมบำรุงริมฝีปากจากนั้นใช้แผ่นพลาสติกห่ออาหารคลุมที่ริมฝีปากไว้
•       ทาครีมบำรุงผิวที่ลำคอเพื่อป้องกันรอยเหี่ยวย่น โดยทาจากฐานลำคอขึ้นไปควรทาในช่วงกลางคืน

การบำรุงพิเศษของคนที่มีผิวแห้ง
•       ทามาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว
•       ทาครีมบำรุงผิวทุกครั้งที่ล้างหน้า
•       กระตุ้นผิวด้วยการนวดโดยใช้เอสเซ้นส์ผสมกับครีมบำรุงผิวในอัตราส่วน 1:2 เพื่อกำจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพและกระตุ้นระบบการไหลเวียนของโลหิต
•       ควรทาครีมบำรุงผิวที่มีสารเรตินอลและวิตามินอีก่อนนอนและงดการอบซาวน่าผิวหน้า
•       ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเพื่อช่วยเรื่องระบบขับถ่าย



2.ผิวมัน  เป็นลักษณะผิวที่ขับน้ำมันออกมามากจึงทำให้รูขุมขนกว้าง เครื่องสำอางลบเลือนได้ง่าย สีผิวมองคล้ำและเป็นสิวได้ง่ายโดยเฉพาะตรงทีโซนหน้าผากและจมูก สาเหตุที่ทำให้เกิดผิวมันและเป็นสิวคือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด อาการท้องผูก กินอาหารที่มีไขมันสูงและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เครื่องสำอางที่ตกค้างขัดขวางการหายใจของผิวและมลภาวะข้างนอก เป็นต้น

เคล็ดลับการล้างหน้าให้สะอาดสำหรับคนที่มีผิวมัน
•       ควรล้างหน้าหลายๆครั้งเพื่อขจัดความมันโดยใช้คลีนซิ่งครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของเม็ดบิดหรือสครับ หรือดิปคลีนซิ่งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
•       เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดรูขุมขน กำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพและสิ่งสกปรกและรักษาความยืดหยุ่นของผิวไว้  และจบด้วยน้ำเย็นเพื่อทำให้ผิวยืดหยุ่นและกระชับรูขุมขนในตอนเช้าควรใช้คลีนซิ่งโฟม และกลางคืนควรใช้คลินเซอร์ชนิดฟองและน้ำนม

การบำรุงผิวขั้นพื้นฐานของคนที่มีผิวมัน
•       ควรบำรุงผิวให้ครบขั้นตอนดังนี้ใช้โทนเนอร์ โลชั่น เอสเซ้นส์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว
•       งดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือใช้เอสเซ้นส์ที่ช่วยกระชับรูขุมขนและควบคุมความมัน
•       ควรเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์และมีน้ำมันน้อย
การบำรุงผิวพิเศษสำหรับคนที่มีผิวมัน
•       ควรทำความสะอาดรูขุมขนด้วยการประคบด้วยผ้าขนหนูชุปน้ำอุ่น หลังจากนั้นนวดด้วยโลชั่นควบคุมความมันเพื่อช่วยกระชับรูขุมขน
•       ขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพด้วยการพอกหน้าด้วยมาส์กหน้าชนิดลอกออกหรือชนิดล้างออกสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งแล้วพอกหน้าด้วยมาส์กชนิดโคลน    สำหรับการเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวควรจะนวดหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งด้วยการใช้อิมัลชั่นสำหรับคนที่มีผิวมัน สูตรการพอกหน้าจากธรรมชาติเพื่อช่วยกระชับรูขุมขนจากเกาลัดญี่ปุ่น ไข่ขาวและแครอท หรือ แอ็ปเปิ้ล โสม หินภูเขาไฟ โคลนพอกหน้า
•       ควรเข้าอบซาวน่าผิวหน้าและขัดผิวด้วยเกลือขัดผิวและควรทาครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินเอและวิตามินบีหรือการทานผักและผลไม้สดเช่น ผักโขม กะหล่ำปลี เห็ดหอม สาหร่ายทะเล เป็นต้น
•       หลีกเลี่ยงความเครียดและนิสัยชอบแคะ แกะ เกาใบหน้าเมื่อเป็นสิว งดอาหารมันและหวาน เหล้าและบุหรี่


3.ผิวผสม เป็นลักษณะของผิวที่มีการหลั่งน้ำมันไม่สมดุล สภาพผิวแต่ละส่วนจึงแตกต่างกัน โดยผิวจะมันบริเวณทีโซน ในขณะที่บริเวณรอบดวงตาและแก้มมักจะแห้งหรือลอกเป็นขุย สภาพผิวเช่นนี้จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล การบำรุงรักษาจึงทำได้ยาก

การล้างหน้าให้สะอาดสำหรับคนที่มีผิวผสม
•       ประคบหน้าด้วยผ้าชุปน้ำอุ่น 5 นาทีและล้างหน้าด้วยดิปคลีนซิ่งเพื่อกระชับรูขุมขน
•       นวดคลีนซิ่งโลชั่นเบาๆบริเวณแก้มและรอบดวงตา จากนั้นใช้ดีปคลินซิ่งชำระล้างนำมันส่วนเกินที่ตกค้างในรูขุมขนและสิ่งสกปรกบริเวณทีโซน 2 ครั้ง
•       ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด
การบำรุงผิวขั้นพื้นฐานสำหรับคนที่มีผิวผสม
•       ดูแลผิวบริเวณทีโซนด้วยวิธีดูแลแบบผิวมันใช้ผลิตภัณฑ์กระชับรูขุมขนและควบคุมความมัน
•       ผิวบริเวณรอบดวงตาและแก้มทาเอสเซ้นส์เพื่อความชุ่มชื่นและครีมสำหรับผิวแห้ง
การบำรุงผิวแบบพิเศษสำหรับคนที่มีผิวผสม
•       มาส์กหน้าบริเวณทีโซนเพื่อขจัดน้ำมันส่วนเกินและเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ
•       มาส์กหน้าเพิ่มความชุ่มชื่นและบำรุงผิวรอบดวงตาและบริเวณแก้ม
•       ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ลมพัดแรงหรืออุณหภูมิต่ำ ผิวมักจะแห้งตึงมากขึ้น ควรมาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น หากบริเวณแก้มมีรอยแดงจากเส้นเลือดฝอยควรนวดผิวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
•       ควรดูแลผิวทั้งสองโซนให้สมดุลเพราะอาจจะทำให้ทีโซนมันมากขึ้นหรือยูโซนแห้งตึงมากขึ้นได้


4.ผิวแพ้ง่าย เป็นลักษณะของผิวที่บอบบาง แพ้ง่ายโดยเฉพาะการแพ้เครื่องสำอาง ผิวประเภทนี้มักจะเกิดริ้วรอยและเหี่ยวแห้งก่อนวัยได้ง่าย สาเหตุเกิดจากกรรมพันธุ์ มลภาวะ ความเครียด การออกกำลังกายหักโหมเกินไป การดื่มเหล้า แสงแดด สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและการขาดสารอาหาร

การบำรุงผิวขั้นพื้นฐานสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย
•       ทดสอบอาการแพ้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ และสีเจือปน
•       เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารระคายเคืองเพื่อรักษาค่า PH ของผิวและป้องกันการอักเสบของผิว
•       ระวังเรื่องความสะอาดควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ก่อให้เกิดการแพ้น้อยที่สุด

การบำรุงผิวแบบพิเศษสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย
•       ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย
•       ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรักษาการสูญเสียภูมิต้านทานจากปัญหาด้านกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
•       งดใช้เครื่องสำอางที่มีสารก่ออาการแพ้
•       ควรทานผักและผลไม้ให้ครบทั้ง 5 หมุ่เช่นผักผลไม้ปลอดสารพิษและวิตามินและแร่ธาตุ



แอดเราเป็นเพื่อน เพื่อติดตามผ่านช่องทางอื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ
 LINE ID : @chlitina-th


สาระความรู้และความงามน่าสนใจแบบนี้  แชร์แบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้างสิ แชร์เลย!!!


Share: Line

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

"หน้าลอกแบบนี้ ทำไงดีล่ะ" วิธีแก้หน้าลอกที่สาวๆผิวแห้งไม่ควรพลาด


               ยามเมื่อฤดูหนาวมาเยือน  ทุกคนต่างก็มีความสุขสดชื่น  กับอากาศเย็นสบายและเทศกาลอันแสนสุข  แต่สิ่งที่ตามมา และทุกคนคงจะไม่ปรารถนา นั่นก็คือเรื่องของผิวหน้าลอกนั่นเอง  เมื่อพูดถึงปัญหานี้แล้ว หลายคนคงจะร้องอ๋อกันเลยทีเดียว

                แล้วหน้าลอกทําไงดีหล่ะ? วันนี้เราจะมาบอกวิธีแก้หน้าลอกกันคะ  เพื่อที่คุณจะได้มีความมั่นใจ และมีความสุขกับผิวหน้าที่สดใส  ไม่มีรอยแห้งแตก  หรือขุยผิวหนังสีขาวๆ ที่เป็นผลมาจากอากาศที่หนาวๆ ยังไงหล่ะ  พร้อมแล้วมาเตรียมตัวแก้หน้าลอกกันเลย

  
ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์
                สาวๆ หลายคนคงจะรู้กันอยู่แล้วนะคะ  ว่ามอยส์เจอรไรเซอร์เนี่ย  ช่วยให้ผิวหนังของเรามีความนุ่มชุ่มชื่นเป็นอย่างมาก  และที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งของคุณก็คงจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ให้คุณอย่าลืมที่จะใช้อย่างถูกวิธีนะคะ  แล้วผิวหน้าของคุณจะดูเนียนนุ่ม  ไม่แห้งแตกเป็นขุยแน่นอนจ้า

น้ำผึ้งช่วยแก้ผิวหน้าแห้ง
                น้ำผึ้งธรรมดาๆ นี้  ประโยชน์ของมันไม่ธรรมดาเลยนะคะ เพราะว่ามันสามารถสร้างประโยชน์ได้มากมายเลยทีเดียว  และยังสามารถแก้ปัญหาผิวหน้าแห้งได้อีกด้วย  เพียงแค่เพื่อนๆ ใช้น้ำผึ้งมาทาพอกหน้าทิ้งไว้ซักประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด คุณจะรู้สึกได้ถึงความเนียนนุ่มขึ้นมาทันทีเลยหล่ะ

อย่าใช้โฟมล้างหน้าที่มีเม็ดบีดส์
                เพราะถ้าเราใช้โฟมล้างหน้าชนิดที่มีเม็ดบีดส์  จะทำให้ผิวหน้าของเราถูกเสียดสี  บางครั้งอาจถึงขั้นผิวหนังอักเสบเลยก็เป็นได้  ดังนั้นถ้าหน้าลอก ให้งดใช้ก่อนนะคะ

ทานอาหารอย่างเหมาะสม
                ให้เลือกทานผักใบเขียวให้มากๆ นะคะ  เพราะในผักพวกนี้จะมีกรดไขมัน และวิตามินต่างๆ ที่ช่วยรักษาผิว  และที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำให้มากๆ ด้วยหล่ะ จะได้มีหน้าที่ชุ่มชื่นอยู่ตลอดยังไงหล่ะจ๊ะ

อย่าใช้โฟมล้างหน้าที่มีค่าเป็นด่าง
               เพราะถ้าเราล้างหน้าบ่อยๆด้วยโฟมล้างหน้าที่มีค่า pH สูงๆจนเป็นด่าง จะทำให้ชะล้างไขมันที่เคลือบผิวของเราอยู่  ทำให้ผิวหนังเกิดการสูญเสียความชุ่มชื้น  ทางที่ดีควรใช้โฟมล้างหน้าที่มี pH 5.5 ซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา และไม่ทำร้ายผิวกันนะคะ




แอดเราเป็นเพื่อน เพื่อติดตามผ่านช่องทางอื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ
 LINE ID : @chlitina-th

สาระความรู้และความงามน่าสนใจแบบนี้  แชร์แบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้างสิ แชร์เลย!!!
Share: Line

ผิวบาง....สัญญาณอันตรายสู่ปัญหาผิวไม่รู้จบ



               ผู้หญิงทุกคนอยากมีผิวหน้ากระจ่างใส แต‹ลืมคิดไปว่าผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งที่ใช้อยู่ทำให้ผิวกระจ่างใสจริงและปลอดภัยหรือไม่‹ คุณหรือเพื่อนๆ ข้างกายหลายคน คงเคยพบปัญหาการใช้ไวเทนนิ่งแล้วผิวขาวขึ้นอย่างทันใจ ใครหลายๆ คน ก็ทักว‹าคุณมีหน้าขาวใสขึ้นในช่วงแรก แต่‹...ไม่นานก็ผิวบางผิวกลับคล้ำเสีย กว่าเดิมซ้ำยังเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำอีกด้วย

               การที่คุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยเพราะมีสารที่เป็นอันตรายต่อผิว เนื่องจากมีส่วนผสมของสารที่มีความเป็นกรดมากเกินไปเช่น กรด BHA (Beta Hydroxyl Acid) กรดวิตามินซี กรวิตามินเอ สารเหล่านี้ช่วยให้หน้าขาวขึ้น จริงในตอนแรก แต่สุดท้ายกลับทำให้ผิวบาง และก่อปัญหาทิ้งไว้อีด้วยเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าไปเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้การผลัดเซลล์ผิว บริเวณหนังกำพร้าหลุดลอกเร็วและมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ผิวบางลง

               ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย และนำไปสู่ปัญหาผิวไวต่อแสงแดด ซึ่งเมื่อออกแดดจะทำให้Œเกิด อาการ แดง แสบ คันหรือมีผื่นโดยเฉพาะบริเวณ โหนกแก้ม และเมื่อผิวบางและไวต่อแดดปัญหาที่่จะพบต่อมาคือ ฝ้า กระ จุดด่างดำคล้ำเสียสะสมมากยิ่งขึ้น

               ทุกๆ ครั้งของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่ง คุณควรแน่ใจว่าไม่มีส่วนผสม ของสารที่ทำให้ผิวบาง เช่น กรดวิตามินซี กรดวิตามินเอ กรด BHA (Beta Hydroxyl Acid) เพราะสารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคาเคืองที่ผิวได้ง่าย เร่งการผลัดเซลล์ผิวบริเวณหนังกำพร้ามากกว่าปกติ ทำให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอผิว จึงบางลง ถ้าเริ่มมีจุดด่างดำ กระ ฝ้าควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ กลุ่มไวเทนนนิ่ง ที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวได้ง่าย สาร ทำให้ผิวบาง และไม่เร่งการผลัดเซลล์ผิวมากกว่าปกติ ไม่เช่นนั้นปัญหาจุดด่างดำผิวคล้ำเสียสะสมจะรุนแรงขึ้นและคล้ำเสียกว่าเดิม

               คุณควรแน่ใจว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ไวเทนนิ่งที่คุณใช้ ผ่านการทดสอบทางคลินิก โดยผู้เชี่ยวชาญด้าผิวหนังจากสถาบันการวิจัยที่น่าเชื่อถือและทดสอบแล้วว่า ได้ผลจริงเหมาะสมกับสภาพผิว นอกจากนี้ต้องตรวจสอบแล้วว่า ส่วนผสมเป็น สารที่ปลอดภัยไร้สารทำให้ผิวบาง ซึ่งสารที่ปลอดภัย ได้แก่

สารสกัดจากธรรมชาติที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวและสามารถทำงานร่วมกับผิวได้ดี ทั้งนี้ต้องได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้วว่าปลอดภัย ไม่ระคายเคืองต่อผิวและไร้สารทำให้ผิวบาง
● สารที่ได้รับการยอมรับหรือใช้รักษาผิวพรรณโดยแพทย์ผิวหนัง
● สารที่ทำงานร่วมกับผิวเสมือนเป็นแหล่งอาหารหรือพลังงานให้ผิวทำงานตาม กระบวนการธรรมชาติได้อย่างดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น




แอดเราเป็นเพื่อน เพื่อติดตามผ่านช่องทางอื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ
 LINE ID : @chlitina-th

สาระความรู้และความงามน่าสนใจแบบนี้  แชร์แบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้างสิ แชร์เลย!!!
Share: Line

"ริ้วรอย" ตัวการทำให้ผิวมีอายุ


ริ้วรอยเกิดขึ้นในทุกชั้นผิว

การเปลี่ยนแปลงของผิวที่มีอายุมากขึ้น เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังทั้ง 3 ชั้น
• ชั้นหนังกำพร้า เมื่ออายุมากขึ้น การผลัดเซลล์ผิวเริ่มช้าลงและร่างกายผลิตไขมันน้อยลง ทำให้ผิวดูแห้งกร้านได้ นอกจากนั้นแล้วผิวยังเซนซิทิฟกับรังสียูวีมากเป็นพิเศษ ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ง่ายและเร็วเหมือนผิววัยหนุ่มสาว แพ้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม

• ชั้นหนังแท้ มีองค์ประกอบหลัก คือ คอลลาเจน และ Elastic Fiber ที่ให้ความยืดหยุ่นกับผิว แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงประมาณปีละ 1% ทำให้ความยืดหยุ่นของผิวมีคุณภาพลดลง ผิวจึงมีอาการหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น

• ชั้นไขมัน ซึ่งถือเป็นชั้นที่ช่วยเสริมให้รูปทรงของใบหน้าคงรูปอยู่ได้ดี แต่เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น ชั้นไขมันนี้จะมีความหนาแน่นลดลง ทำให้เกิดผิวยวบลงได้อย่างชัดเจน จึงสังเกตได้ว่าส่วนใบหน้าจะมีการยวบลงมา ทำให้หน้า V shape กลายเป็น U shape ได้ และทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นยิ่งดูลึกกว่าเดิม


ปัจจัยภายในที่ทำให้ผิวมีอายุ
               ปัจจัยบางอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การทำงานของเซลล์ผิวนั้นจะค่อยๆ ช้าลงและเสื่อมประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับการทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกายเมื่อเราอายุมากขึ้น

• การไหลเวียนของโลหิต ที่นำสารอาหารที่สำคัญและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ผิว เมื่อเสื่อมสภาพลงจะทำให้ผิวหน้าสูญเสียสิ่งที่เราเรียกว่า “แดงระเรื่อ” ที่มักพบในผิวหนังเด็กหรือวัยหนุ่มสาว
• กรรมพันธุ์ เป็นส่วนสำคัญที่เป็นตัวตัดสินว่าผิวของแต่ละคนจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่ออายุมากขึ้น เชื้อชาติและสภาพผิวของแต่ละคนมีส่วนที่ทำให้ริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของผิวต่างกัน ผิวแพ้ง่ายมักจะเกิดริ้วรอยก่อนผิวปกติ ในขณะที่ผิวของชาวเอเชียอาจเกิดริ้วรอยและสีที่ไม่สม่ำเสมอช้ากว่า
• อายุ ในผิวที่มีอายุน้อย การเชื่อมต่อของแต่ละชั้นผิวที่มีความแข็งแรงจะทำให้การลำเลียงสารอาหารและความชุ่มชื่นมีประสิทธิภาพดีกว่าแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป การเชือมต่อและระบบต่างๆ เริ่มทำงานช้าลงและมีประสิทธิภาพน้อยลง ผลก็คือผิวที่ดูมีอายุมากขึ้น



ปัจจัยภายนอกที่ทำให้ผิวมีอายุ
               ปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่มีผลต่อการเกิดริ้วรอยหรือการหย่อนคล้อยของผิว เกิดจากการเกิดอนุมูลอิสระ ตามปกติ อนุมูลอิสระในผิวจะถูกกำจัดได้โดยสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้นมาตามธรรมชาติ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายสามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้น้อยลง ผลลัพธ์ก็คือเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจากปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็น

• แสงแดด รังสียูวีในแสงแดดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์ผิว ทำให้เกิดจุดด่างดำในผิว ฝ้าแดด กระ สีผิวแลดูไม่สม่ำเสมอ หมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส
• มลภาวะ โดยเฉพาะสาวๆ ที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ มลภาวะต่างๆ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในผิว
• บุหรี่ สารนิโคติน ในบุหรี่มีส่วนทำให้คอลลาเจนในผิวคุณภาพเสื่อมลงผิว
• การรับประทานอาหาร การเลือกทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเช่น ผักและผลไม้บางชนิด เป็นตัวช่วยสำคัญในการช่วยให้เซลล์ผิวสามารถต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นได้
• การไม่ใส่ใจดูแลผิว ผิวที่ไม่ได้รับการบำบัดดูแลอย่างถูกวิธีมักจะแสดงสัญญาณของการมีอายุเร็วขึ้น การทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวและการบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพ นอกจากนั้นการใช้ครีมกันแดดทุกวันมีส่วนช่วยป้องกันริ้วรอยได้อย่างดี




แอดเราเป็นเพื่อน เพื่อติดตามผ่านช่องทางอื่นๆได้ที่นี่เลยค่ะ
 LINE ID : @chlitina-th

สาระความรู้และความงามน่าสนใจแบบนี้  แชร์แบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้างสิ แชร์เลย!!!
Share: Line